สัตว์พวกกุ้งกั้งปู
บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากแหล่งที่มาใด |
| สัตว์พวกกุ้งกั้งปู ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ยุคแคมเบรียน ถึง ปัจจุบัน | |
|---|---|
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | Animalia |
| ไฟลัม: | Arthropoda |
| ไฟลัมย่อย: | Crustacea Brünnich, 1772 |
| ชั้น และชั้นย่อย | |
ครัสเตเชียน หรือ กุ้ง-กั้ง-ปู เป็นไฟลัมย่อยของสัตว์ขาปล้อง ประกอบด้วยพวกกุ้ง กั้ง และปู สัตว์ในกลุ่มนี้มีระยางค์ 5 คู่ แต่ละคู่มี 2 ก้าน ส่วนท้ายมีระยางค์อีก 8 คู่ ตาประกอบเป็นก้าน มีขนแข็งทั่วตัวใช้รับสัมผัส ระบบสืบพันธุ์แยกเพศกัน ปฏิสนธิภายใน ตัวอ่อนลอกคราบหลายครั้งจนกว่าจะเป็นตัวเต็มวัย

สัตว์จำพวกครัสเตเชียน (มาจากคำ ภาษาละติน "crustacea" ซึ่งหมายถึง "ผู้ที่มีเปลือก" หรือ "ผู้ที่มีเปลือกแข็ง") เป็นสัตว์ขาปล้อง (Arthropod) ในกลุ่มที่มีขากรรไกร (Mandibulata) ซึ่งจัดอยู่ในไฟลัมย่อย Crustacea สัตว์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสัตว์น้ำ เช่น สัตว์จำพวกเดคาพอด (กุ้ง ปู กุ้งมังกร และกุ้งเครย์ฟิช) รวมถึงแบรนชิโอพอด, คริลล์, ไอโซพอด, เพรียง, โคพีพอด และกุ้งแมนติส ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในเชิงวิชาการว่า กลุ่มเฮกซาพอด ( แมลง และ เอนโทกนาธาน ) มีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการอย่างใกล้ชิดกับครัสเตเชียน โดยทั้งสองกลุ่มถูกจัดรวมกันเป็นกลุ่มโมโนไฟเลติกที่เรียกว่า Pancrustacea [3] ทั้งนี้ ข้อมูลระดับโมเลกุลบ่งชี้ว่าสัตว์ในชั้น Cephalocarida, Branchiopoda และ Remipedia มีความใกล้ชิดกับแมลงมากกว่าครัสเตเชียนกลุ่มอื่น ๆ (เช่น โอลิโกสตราแคน และมัลติครัสเตเชียน) [4]
ในบรรดาสัตว์จำพวกครัสเตเชียนกว่า 67,000 ชนิดที่ได้รับการระบุชื่อทางวิทยาศาสตร์แล้วนั้น มีขนาดแตกต่างกันอย่างมหาศาล ตั้งแต่ Stygotantulus stocki ซึ่งมีความยาวเพียง 0.1 มิลลิเมตร ไปจนถึงปูแมงมุมญี่ปุ่นที่มีช่วงขากว้างถึง 3.8 เมตร และมีน้ำหนักตัวถึง 20 กิโลกรัม เช่นเดียวกับสัตว์ขาปล้อง(Arthropod) ชนิดอื่น ครัสเตเชียนมีโครงกระดูกภายนอกและต้องอาศัยการลอกคราบเพื่อเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้พวกมันแตกต่างจากสัตว์ขาปล้องกลุ่มอื่น เช่น แมลง คือการมีรยางค์แบบสองแฉก (Biramous) และมีลักษณะเฉพาะตัวในระยะตัวอ่อนที่เรียกว่า ระยะนอพลีอุส (Nauplius)

ครัสเตเชียนส่วนใหญ่เป็นสัตว์น้ำที่ดำรงชีวิตอิสระ แต่มีบางชนิดที่ปรับตัวมาอยู่บนบก (เช่น ตัวไอโซพอดบกหรือตัวกะปิ และเห็บทะเล) บางชนิดดำรงชีวิตแบบปรสิต (เช่น ไรโซเซฟาลา เหาปลา และพยาธิลิ้น) และบางชนิดอาศัยเกาะติดอยู่กับที่ (เช่น เพรียงทะเล) สัตว์กลุ่มนี้มีบันทึกฟอสซิลยาวนานย้อนไปถึงยุคแคมเบรียน
ในเชิงเศรษฐกิจ มีการจับครัสเตเชียนมากกว่า 7.9 ล้านตันต่อปีผ่านการประมงและการเพาะเลี้ยงเพื่อการบริโภค[5] โดยส่วนใหญ่เป็นกุ้งและปูชนิดต่าง ๆ ในขณะที่กุ้งเคย (Krill) และโคพีพอด (Copepod) แม้จะไม่มีการทำประมงในสัดส่วนที่สูงเท่า แต่ถือเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีชีวมวล (Biomass) มากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก และเป็นส่วนประกอบสำคัญของห่วงโซ่อาหาร
สำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับครัสเตเชียนโดยเฉพาะเรียกว่า คาร์ซิโนโลยี (Carcinology) หรือมาลาโคสตราโคโลยี (Malacostracology) โดยเรียกนักวิทยาศาสตร์ในสาขานี้ว่า นักคาร์ซิโนโลยี"
กายวิภาค
[แก้]
ร่างกายของสัตว์ขาปล้องกลุ่มกุ้งกั้งปู (Crustacean) ประกอบด้วยปล้องต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนหัว (Cephalon) [6] ส่วนอก (Pereon หรือ Thorax) [7] และ ส่วนท้อง (Pleon หรือ Abdomen) [8] ส่ในบางชนิดส่วนหัวและส่วนอกอาจหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็น ส่วนหัวรวมอก (Cephalothorax) [9] ซึ่งอาจมีเปลือกหุ้มหัว (Carapace) ขนาดใหญ่ชิ้นเดียวปกคลุมอยู่ [10] ร่างกายของสัตว์กลุ่มนี้จะถูกปกป้องด้วยโครงร่างแข็งภายนอก (Exoskeleton) ซึ่งจำเป็นต้องมีการลอกคราบเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ ทั้งนี้ เปลือกที่หุ้มแต่ละปล้อง (Somite) สามารถแบ่งออกเป็นส่วนหลัง (Dorsal tergum), ส่วนท้อง (Ventral sternum) และส่วนข้าง (Lateral pleuron) โดยชิ้นส่วนต่าง ๆ ของโครงร่างภายนอกเหล่านี้อาจมีการหลอมรวมเข้าด้วยกันในบางจุด[11]

แต่ละปล้องของร่างกาย (Somite) อาจมีรยางค์ (Appendages) หนึ่งคู่ โดยรยางค์ที่ส่วนหัวประกอบด้วย หนวด 2 คู่, กราม (Mandibles) และแม็กซิลลา (Maxillae)[6] ส่วนปล้องบริเวณอกจะมีขา ซึ่งอาจทำหน้าที่เฉพาะทางเป็นขาเดิน (Pereiopods) และขาช่วยกินอาหาร (Maxillipeds)[7] สัตว์ในชั้น Malacostraca (เช่น กุ้ง กั้ง ปู), Remipedia และกลุ่มสัตว์หกขา (Hexapods) จะมีรยางค์ที่ส่วนท้องด้วย ในขณะที่สัตว์กลุ่มครัสเตเชียนชั้นอื่น ๆ ทั้งหมดจะมีส่วนท้องที่ไร้ขา ยกเว้นส่วนปลายสุดที่เรียกว่า แพนหาง (Telson) และ แขนงหาง (Caudal rami) ซึ่งพบได้ในหลายกลุ่ม[12][13] ในกลุ่ม Malacostraca ส่วนท้องจะมีขาว่ายน้ำ (Pleopods)[8] และปิดท้ายด้วยส่วน Telson ซึ่งเป็นที่ตั้งของทวารหนัก และมักจะมีรยางค์หาง (Uropods) ขนาบข้างเพื่อรวมกันเป็นแผ่นหางรูปพัด (Tail fan).[14] ทั้งนี้ จำนวนและความหลากหลายของรยางค์ในครัสเตเชียนชนิดต่าง ๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัตว์กลุ่มนี้ประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต[15]

รยางค์ของครัสเตเชียนโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็น สองแฉก (Biramous) ซึ่งหมายถึงการแบ่งออกเป็นสองส่วน ลักษณะนี้รวมถึงหนวดคู่ที่สองด้วย แต่จะไม่รวมถึงหนวดคู่แรกซึ่งมักจะมีลักษณะเป็นแฉกเดียว (Uniramous) ยกเว้นในชั้น Malacostraca ที่หนวดคู่แรก (Antennules) อาจมีลักษณะเป็นสองแฉก หรือแม้กระทั่งสามแฉก (Triramous) [16] [17] อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าลักษณะสองแฉกนี้เป็นลักษณะที่วิวัฒนาการขึ้นใหม่เฉพาะในกลุ่มครัสเตเชียน หรือว่ารยางค์แฉกที่สองนั้นได้สูญหายไปในสัตว์กลุ่มอื่น ๆ กันแน่ ตัวอย่างเช่น ไทรโลไบต์(Trilobites) ก็มีรยางค์แบบสองแฉกเช่นเดียวกัน [18]

ช่องลำตัวหลักเป็นระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด โดยเลือดจะถูกสูบฉีดเข้าสู่ช่องว่างลำตัว (Haemocoel) ด้วยหัวใจซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณด้านหลัง [19] สัตว์ในกลุ่ม Malacostraca จะมีฮีโมไซยานิน (Haemocyanin) เป็นสารสีช่วยลำเลียงออกซิเจน ในขณะที่พวกโคพีพอด (Copepods), ออสตราคอด (Ostracods), เพรียง และแบรนคิโอพอด (Branchiopods) จะใช้ฮีโมโกลบิน (Haemoglobins) [20] ทางเดินอาหารมีลักษณะเป็นท่อตรง ซึ่งมักจะมีโครงสร้างที่ทำหน้าที่บดอาหารคล้ายกึ๋นที่เรียกว่า "Gastric mill" และมีต่อมช่วยย่อยหนึ่งคู่สำหรับดูดซึมสารอาหาร โดยโครงสร้างนี้จะมีลักษณะเป็นเกลียวว [21] สำหรับโครงสร้างที่ทำหน้าที่เหมือนไตจะตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณโคนหนวด ส่วนระบบประสาทจะมีสมองในลักษณะของปมประสาท (Ganglia) อยู่ใกล้กับหนวด และมีกลุ่มปมประสาทหลักรวมตัวกันอยู่บริเวณใต้ทางเดินอาหาร [22]
ในสัตว์กลุ่มเดคาพอด (Decapods เช่น กุ้ง ปู) หลายชนิด ขาว่ายน้ำ (Pleopods) คู่ที่หนึ่ง (และบางครั้งรวมถึงคู่ที่สอง) ของตัวผู้จะเปลี่ยนรูปไปทำหน้าที่เฉพาะทางเพื่อใช้ส่งถ่ายอสุจิ สัตว์กลุ่มครัสเตเชียนที่อาศัยบนบกหลายชนิด (เช่น ปูแดงเกาะคริสต์มาส ) จะผสมพันธุ์ตามฤดูกาลและเดินทางกลับไปยังทะเลเพื่อปล่อยไข่ ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ อย่างเช่น ตัวไรไม้ (Woodlice) จะวางไข่บนบกแต่ยังคงเลือกบริเวณที่มีสภาพความชื้นสูง ส่วนสัตว์กลุ่มทศบาทส่วนใหญ่ ตัวเมียจะเก็บรักษาไข่ไว้กับตัวจนกว่าไข่จะฟักออกมาเป็นตัวอ่อนที่ว่ายน้ำได้อย่างเป็นอิสระ [23]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Laville, Thomas; Forel, Marie-Béatrice; King, Andrew; Charbonnier, Sylvain (2025-11-01). "Synchrotron X-ray tomography sheds light on the phylogenetic affinities of the enigmatic thylacocephalans within Pancrustacea". Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences (ภาษาอังกฤษ). 292 (2058). doi:10.1098/rspb.2025.1612. PMC 12606224. PMID 41218778.
{{cite journal}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์|article-number=ถูกละเว้น (help) - ↑ Frederick Schram (1979). "British Carboniferous Malacostraca". Fieldiana Geology. 40.
- ↑ Rota-Stabelli, Omar; Kayal, Ehsan; Gleeson, Dianne; และคณะ (2010). "Ecdysozoan Mitogenomics: Evidence for a Common Origin of the Legged Invertebrates, the Panarthropoda". Genome Biology and Evolution. 2: 425–440. doi:10.1093/gbe/evq030. PMC 2998192. PMID 20624745.
- ↑ Koenemann, Stefan; Jenner, Ronald A.; Hoenemann, Mario; Stemme, Torben; von Reumont, Björn M. (March 2010). "Arthropod phylogeny revisited, with a focus on crustacean relationships". Arthropod Structure & Development. 39 (2–3): 88–110. Bibcode:2010ArtSD..39...88K. doi:10.1016/j.asd.2009.10.003. PMID 19854296.
- ↑ "The State of World Fisheries and Aquaculture 2018 – Meeting the sustainable development goals" (PDF). fao.org. Rome: Food and Agriculture Organization of the United Nations. 2018.
- 1 2 "Cephalon". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-27. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "cephalon" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน - 1 2 "Thorax". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-27. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "thorax" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน - 1 2 "Abdomen". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-27. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "abdomen" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน - ↑ "Cephalothorax". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-27. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ "Carapace". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-27. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ P. J. Hayward; J. S. Ryland (1995). Handbook of the marine fauna of north-west Europe. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-854055-7. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ Fritsch, Martin; Richter, Stefan (September 5, 2022). "How body patterning might have worked in the evolution of arthropods—A case study of the mystacocarid Derocheilocaris remanei (Crustacea, Oligostraca)". Journal of Experimental Zoology Part B: Molecular and Developmental Evolution. 338 (6): 342–359. Bibcode:2022JEZB..338..342F. doi:10.1002/jez.b.23140. PMID 35486026. S2CID 248430846.
- ↑ "Morphology of the brain in Hutchinsoniella macracantha (Cephalocarida, Crustacea)" (PDF). p. 290.
- ↑ "Telson". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-07-27. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ Elizabeth Pennisi (July 4, 1997). "Crab legs and lobster claws". Science. 277 (5322): 36. doi:10.1126/science.277.5322.36. S2CID 83148200.
- ↑ "Antennule". Crustacean Glossary. Natural History Museum of Los Angeles County. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-11-05. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ "Crustaceamorpha: appendages". University of California, Berkeley. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ N. C. Hughes (February 2003). "Trilobite tagmosis and body patterning from morphological and developmental perspectives". Integrative and Comparative Biology. 43 (1): 185–206. doi:10.1093/icb/43.1.185. PMID 21680423.
- ↑ Akira Sakurai. "Closed and Open Circulatory System". Georgia State University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-09-17. สืบค้นเมื่อ 2016-09-10.
- ↑ Klaus Urich (1994). "Respiratory pigments". Comparative Animal Biochemistry. Springer. pp. 249–287. ISBN 978-3-540-57420-0.
- ↑ H. J. Ceccaldi. Anatomy and physiology of digestive tract of Crustaceans Decapods reared in aquaculture (PDF). AQUACOP, IFREMER. Actes de Colloque 9. pp. 243–259.
- ↑ Ghiselin, Michael T. (2005). "Crustacean". Encarta. Microsoft.
- ↑ Burkenroad, M. D. (1963). "The evolution of the Eucarida (Crustacea, Eumalacostraca), in relation to the fossil record". Tulane Studies in Geology. 2 (1): 1–17.
